Home » อันตรายจากเสียงดัง ป้องกันอย่างไร แบบไหนถึงเรียกว่าเสียงดัง

อันตรายจากเสียงดัง ป้องกันอย่างไร แบบไหนถึงเรียกว่าเสียงดัง

by admin
195 views
อันตรายจากเสียงดัง

อันตรายจากเสียงดัง สามารถป้องกันได้อย่างไร

อันตรายจากเสียงดัง ตามองค์การอนามัยโลก กำหนดว่า เสียงที่เป็นอันตราย หมายถึง เสียงที่ดังเกิน 85 เดซิเบลเอ ที่ทุกความถี่ หากคนเราได้รับสัมผัสเสียงที่ดังเกินไปอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพ หรือก่อให้เกิดความรำคาญ แต่หากได้รับสัมผัสในระยะเวลานานต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดความผิดปกติที่ระบบการได้ยิน เช่น สูญเสียการได้ยินแบบชั่วคราว ถ้าร้ายแรงก็อาจทำให้หูหนวกได้ 

แหล่งของมลพิษทางเสียง

มลพิษทางเสียงสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แหล่งที่มาทั่วไปของมลพิษทางเสียง ได้แก่ 

  • การขนส่ง: รถยนต์ รถบรรทุก รถไฟ เครื่องบิน และยานพาหนะอื่นๆ เสียงจากการจราจรเป็นหนึ่งในแหล่งกำเนิดมลพิษทางเสียงที่พบบ่อยที่สุด
  • แหล่งอุตสาหกรรม: เป็นแหล่งของมลพิษทางเสียง ที่พบได้บ่อย เช่น
    1. สถานที่ก่อสร้าง: เครื่องจักรกลหนัก เช่น รถขุด รถดันดิน และเครื่องเจาะ เครื่องตอกเสาเข็ม 
    2. โรงงาน: เครื่องจักรอุตสาหกรรม เช่น เครื่องปั๊มโลหะ เครื่องกลึง เครื่องเจาะ
    3. โรงไฟฟ้า: เครื่องกำเนิดไฟฟ้าและอุปกรณ์อื่นๆ ที่ใช้ในการผลิตกระแสไฟฟ้า
    4. การทำเหมือง: การระเบิด การขุดเจาะ และกิจกรรมการทำเหมือง
    5. การขนส่งทางอุตสาหกรรม: รถบรรทุกและรถไฟที่ใช้ในการขนส่งสินค้าอุตสาหกรรม
    6. โรงกลั่นและโรงงานเคมี : มลพิษทางเสียงอาจมาจากอุปกรณ์ที่ใช้ในการกลั่นและแปรรูปวัตถุดิบ
    7. สนามบิน : เสียงจากการขึ้นและลงของเครื่องบินอาจดังมากและทำให้เกิดมลภาวะทางเสียงในบริเวณโดยรอบ
  • แหล่งการค้า: ศูนย์การค้า สนามบิน และพื้นที่เชิงพาณิชย์
  • แหล่งของที่อยู่อาศัย: เครื่องตัดหญ้า เครื่องเป่าใบไม้ และอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่นๆ 
  • แหล่งสันทนาการ: เสียงเพลง ดอกไม้ไฟ และกิจกรรมสันทนาการต่างๆ

แหล่งของมลพิษทางเสียง

อันตรายจากเสียงดัง

การรับสัมผัสเสียงดังเกินระดับที่ปลอดภัยนำไปสู่ผลเสียต่อการได้ยินและสุขภาพ ผลที่ตามมาจากการได้รับสัมผัสเสียงที่ดังเกินไป ได้แก่

  • การสูญเสียการได้ยินที่เกิดจากเสียงรบกวน: การได้รับเสียงดังเป็นเวลานานสามารถทำลายเซลล์ขนในหูชั้นใน ซึ่งอาจทำให้สูญเสียการได้ยิน
  • หูอื้อ: เสียงที่ดังก้องอยู่ในหูอาจเกิดจากการสัมผัสกับเสียงดัง
  • ความเครียด: เสียงดังทำให้เกิดความเครียด นำไปสู่ปัญหาสุขภาพหลายอย่าง เช่น ความดันโลหิตสูงและโรคหัวใจ
  • รบกวนการนอนหลับ: เสียงที่ดังเกินไปสามารถรบกวนการนอนหลับและนำไปสู่การนอนไม่หลับ
  • บกพร่องทางสติปัญญา: เสียงรบกวนยังส่งผลต่อการทำงานของการรับรู้ รวมถึงทำให้ความจำและสมาธิของผู้ที่รับสั้นลง
  • ผลกระทบต่อสุขภาพจิต : มลภาวะทางเสียงเชื่อมโยงกับอัตราการเกิดภาวะซึมเศร้า วิตกกังวล และปัญหาสุขภาพจิตอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น
  • โรคหัวใจและหลอดเลือด: การสัมผัสเสียงดังเป็นเวลานานอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด เช่น โรคความดันโลหิตสูงและโรคหลอดเลือดสมอง

การสัมผัสเสียงดังเป็นเวลานานอาจส่งผลเสียร้ายแรงต่อสุขภาพร่างกายและจิตใจของผู้รับสัมผัส หากต้องอยู่ในพื้นที่ที่มีเสียงดังเป็นระยะเวลานาน จะต้องมีมาตรการป้องกันที่เหมาะสม

เสียงดังจากการทำงาน

  1. การป้องกัน อันตรายจากเสียงดัง

การป้องกันอันตรายจากเสียงดังและการลดความเสี่ยงต่อการสูญเสียการได้ยินรวมถึงปัญหาสุขภาพอื่นๆ สามารถทำได้โดย

  • การสวมที่อุดหูหรือที่ครอบหูลดเสียง: การสวมอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล เช่น ปลั๊กอุดหูลดเสียง หรือที่ครอบหูลดเสียง สามารถลดปริมาณเสียงที่ผู้ปฏิบัติงานรับสัมผัสได้
  • จำกัดระยะเวลาการรับสัมผัส: หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดังหรือจำกัดระยะเวลาในการทำงานในสภาพแวดล้อมที่มีเสียงดัง เช่น ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนผู้ปฏิบัติงาน
  • การรักษาระยะห่างที่ปลอดภัยจากแหล่งกำเนิดเสียงดัง: การรักษาระยะห่างที่ปลอดภัยจากแหล่งกำเนิดเสียงดังช่วยลดความเสี่ยงของการสูญเสียการได้ยิน
  • หยุดพักบ่อยๆ: หากต้องเผชิญกับเสียงดังเป็นระยะเวลานาน ให้หยุดพักบ่อยๆ เพื่อให้หูได้พัก
  • การตรวจวัดระดับเสียง: การตรวจวัดระดับเสียงในสภาพแวดล้อมการทำงาน เป็นการเฝ้าระวังเพื่อดูว่าพื้นที่การทำงานมีระดับเสียงที่เป็นอันตรายต่อผู้ปฏิบัติงานหรือไม่
  • การอบรมให้ความรู้กับผู้ที่เกี่ยวข้องกับเสียง เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานกับเสียงดังได้อย่างปลอดภัยและสามารถป้องกันตนเองจากอันตรายของเสียงได้

การป้องกันอันตรายจากเสียงดังอาจมีวิธีการอื่นที่เหมาะสม ขึ้นอยู่กับสภาพการทำงาน ซึ่งในระหว่างที่หาทางแก้ไขระดับเสียง ต้องให้ผู้ปฏิบัติงานสวมอุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยที่ได้มาตรฐาน เพื่อป้องกันอันตรายจากการรับสัมผัสเสียงที่ดังเกินไป

PPE-ป้องกันเสียงดัง

ข้อกำหนดทางกฎหมายเกี่ยวกับเสียง

กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียง พ.ศ. 2559 กำหนดไว้ใน หมวด 3 เสียง โดยระบุรายละเอียดไว้ดังนี้

ข้อ 7 นายจ้างต้องควบคุมระดับเสียงมิให้ลูกจ้างได้รับสัมผัสเสียงในบริเวณสถานประกอบกิจการที่มีระดับเสียงสูงสุด (peak sound pressure level) ของเสียงกระทบหรือเสียงกระแทก (impact or impulse noise) เกิน 140 เดซิเบล หรือได้รับสัมผัสเสียงที่มีระดับเสียงดังต่อเนื่องแบบคงที่ (continuous steady noise) เกินกว่า 115 เดซิเบลเอ

ข้อ 8 นายจ้างต้องควบคุมระดับเสียงที่ลูกจ้างได้รับเฉลี่ยตลอดเวลาการทํางานในแต่ละวัน (Time Weighted Average-TWA) มิให้เกินมาตรฐานตามที่อธิบดีประกาศกําหนด ซึ่งมาตรฐานเสียงสามารถดูได้จาก ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง มาตรฐานระดับเสียงที่ยอมให้ลูกจ้างได้รับเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทำงานในแต่ละวัน

ข้อ 9 ภายในสถานประกอบกิจการที่สภาวะการทํางานมีระดับเสียงเกินมาตรฐาน ที่กําหนด นายจ้างต้องให้ลูกจ้างหยุดทํางานจนกว่าจะได้ปรับปรุงหรือแก้ไขให้ระดับเสียงเป็นไปตามมาตรฐานที่กําหนด และให้นายจ้างดําเนินการปรับปรุงหรือแก้ไขทางด้านวิศวกรรม โดยการควบคุมที่ต้นกําเนิดของเสียงหรือทางผ่านของเสียงหรือบริหารจัดการเพื่อควบคุมระดับเสียงที่ลูกจ้างจะได้รับให้ไม่เกินมาตรฐานที่กําหนด และจัดให้มีการปิดประกาศและเอกสารหรือหลักฐานในการดําเนินการปรับปรุงหรือแก้ไขดังกล่าวไว้ เพื่อให้พนักงานตรวจความปลอดภัยสามารถตรวจสอบได้

กฎหมายเสียงดัง

ในกรณีที่ไม่สามารถดําเนินการตามวรรคหนึ่งได้ นายจ้างต้องจัดให้ลูกจ้างสวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลตลอดเวลาที่ทํางาน เพื่อลดระดับเสียงที่สัมผัสในหูเมื่อสวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลแล้ว โดยให้อยู่ในระดับที่ไม่เกินมาตรฐานตามที่กําหนด การคํานวณระดับเสียงที่สัมผัสในหูเมื่อสวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล สามารถดูได้จาก ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง การคำนวณระดับเสียงที่สัมผัสในหูเมื่อสวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล

ข้อ 10 ในบริเวณที่มีระดับเสียงเกินมาตรฐาน นายจ้างต้องจัดให้มีเครื่องหมายเตือนให้ใช้อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลติดไว้ให้ลูกจ้างเห็นได้โดยชัดเจน

ข้อ 11 ในกรณีที่สภาวะการทํางานในสถานประกอบกิจการมีระดับเสียงที่ลูกจ้างได้รับเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทํางาน 8 ชั่วโมงตั้งแต่ 85 เดซิเบลเอขึ้นไป ให้นายจ้างจัดให้มีมาตรการอนุรักษ์การได้ยินในสถานประกอบกิจการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่อธิบดีประกาศกําหนด

สรุป

นายจ้างต้องตรวจวัดระดับเสียงภายในสถานประกอบกิจการอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อเป็นการเฝ้าระวังด้านสิ่งแวดล้อมและหากเสียงที่ลูกจ้างได้รับเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทํางาน 8 ชั่วโมงตั้งแต่ 85 เดซิเบลเอขึ้นไป ต้องจัดให้มีมาตรการอนุรักษ์การได้ยิน นอกจากนี้ต้องให้ลูกจ้างที่ทำงานที่อาจได้รับอันตรายจากเสียง ตรวจสุขภาพเป็นประจำทุกปี เพื่อเป็นการเฝ้าระวังด้านสุขภาพของผู้ปฏิบัติงาน 

กฎหมายที่เกี่ยวข้อง

  1. กฎกระทรวงกำหนดมาตรฐานในการบริหาร จัดการ และดำเนินการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียง พ.ศ. 2559
  2. ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง มาตรฐานระดับเสียงที่ยอมให้ลูกจ้างได้รับเฉลี่ยตลอดระยะเวลาการทำงานในแต่ละวัน
  3. ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง การคำนวณระดับเสียงที่สัมผัสในหูเมื่อสวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคล
  4. ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์ วิธีการตรวจวัด และการวิเคราะห์สภาวะการทำงานเกี่ยวกับระดับความร้อน แสงสว่าง หรือเสียง รวมทั้งระยะเวลาและประเภทกิจการที่ต้องดำเนินการ
  5. ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำมาตรการอนุรักษ์การได้ยินในสถานประกอบกิจการ
  6. ประกาศกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เรื่อง กำหนดแบบรายงานผลการตรวจวัดและวิเคราะห์สภาวะการทำงานเกี่ยวกับความร้อน แสงสว่าง และเสียงภายในสถานประกอบกิจการ

เรื่องที่เกี่ยวข้อง

Blog คนรุ่นใหม่เพื่อศึกษาข้อมูลต่างๆที่มีประโยชน์ บทความด้านความปลอดภัยในการทำงานพร้อมอับเดทใหม่สดทุกวัน

@2023 – Machineblog. All Right Reserved. Designed and Developed by machineblog